หากแบ่งตามการดำเนินของโรค ไขมันพอกตับสามารถอธิบายเป็น 4 ระยะสำคัญ ได้แก่
ระยะที่ 1 ไขมันสะสมในตับ
ระยะเริ่มต้นคือการมีไขมันสะสมอยู่ภายในเซลล์ตับ แต่ยังไม่พบการอักเสบหรือความเสียหายของเซลล์ตับอย่างเด่นชัด เรียกว่า ภาวะไขมันพอกตับอย่างเดียว หรือ Simple Steatosis
ในระยะนี้ ตับยังอาจทำงานได้ตามปกติ และมีโอกาสที่ปริมาณไขมันจะลดลงได้หากควบคุมน้ำหนัก อาหาร การออกกำลังกาย เบาหวาน และไขมันในเลือดอย่างเหมาะสม
ระยะที่ 2 ตับอักเสบจากไขมัน
ผู้ป่วยบางรายไม่ได้มีเพียงไขมันสะสม แต่เริ่มเกิดการอักเสบและความเสียหายของเซลล์ตับร่วมด้วย ปัจจุบันเรียกว่า Metabolic Dysfunction-Associated Steatohepatitis หรือ MASH ซึ่งเป็นชื่อใหม่ที่ใช้แทนคำว่า NASH
ระยะนี้ถือว่ามีความเสี่ยงต่อการดำเนินโรคมากกว่าภาวะไขมันสะสมเพียงอย่างเดียว เพราะการอักเสบเรื้อรังอาจกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเนื้อเยื่อพังผืดขึ้นมาซ่อมแซมส่วนที่เสียหาย
ระยะที่ 3 พังผืดในตับ
เมื่อเซลล์ตับได้รับความเสียหายและอักเสบซ้ำ ๆ ร่างกายจะสร้างเนื้อเยื่อพังผืดขึ้นมาทดแทน กระบวนการนี้เรียกว่า Liver Fibrosis ระยะพังผืดมักแบ่งเป็น F0–F4 ดังนี้
| ระยะพังผืด | ความหมายโดยทั่วไป |
|---|---|
| F0 | ไม่พบพังผืด |
| F1 | มีพังผืดเล็กน้อย |
| F2 | มีพังผืดระดับปานกลางหรือมีนัยสำคัญ |
| F3 | มีพังผืดมากหรือพังผืดเชื่อมต่อกัน แต่ยังไม่ถึงตับแข็ง |
| F4 | ตับแข็ง |
ผู้ที่มีพังผืดเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะระยะปานกลางถึงรุนแรง มีความเสี่ยงต่อการเกิดตับแข็งและภาวะแทรกซ้อนจากตับมากขึ้น การประเมินความรุนแรงของพังผืดจึงมีความสำคัญต่อการวางแผนติดตามและรักษา
ระยะที่ 4 ตับแข็ง
ตับแข็งคือระยะที่พังผืดกระจายไปทั่วตับและทำให้โครงสร้างของตับผิดรูป เนื้อเยื่อพังผืดเข้าไปแทนที่เนื้อตับปกติ ส่งผลให้ตับทำงานลดลงและเกิดความผิดปกติของการไหลเวียนเลือดผ่านตับ เมื่อการทำงานของตับลดลง อาจพบอาการ เช่น
- ตัวเหลืองหรือตาเหลือง
- ท้องโตจากน้ำในช่องท้อง
- ขาบวม
- คันตามผิวหนัง
- เลือดออกหรือฟกช้ำง่าย
- อาเจียนเป็นเลือดหรือถ่ายดำ
- สับสน ง่วงซึม หรือความจำเปลี่ยนแปลง
ตับแข็งยังเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งตับ จึงจำเป็นต้องได้รับการติดตามและตรวจคัดกรองตามคำแนะนำของแพทย์
ไขมันพอกตับระดับ 1–3 จากอัลตราซาวนด์หมายถึงอะไร?
รายงานอัลตราซาวนด์อาจแบ่งความรุนแรงของไขมันสะสมในตับออกเป็น 3 ระดับโดยประมาณ
| ระดับจากอัลตราซาวนด์ | ความหมาย |
|---|---|
| ระดับ 1 เล็กน้อย | ตับมีความสว่างเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ยังมองเห็นหลอดเลือดและโครงสร้างภายในได้ค่อนข้างชัด |
| ระดับ 2 ปานกลาง | ตับมีความสว่างเพิ่มขึ้น และเริ่มมองเห็นหลอดเลือดหรือกระบังลมไม่ชัด |
| ระดับ 3 รุนแรง | ไขมันสะสมมาก ทำให้คลื่นเสียงผ่านตับได้ลดลงและมองเห็นโครงสร้างส่วนลึกได้ไม่ชัด |
ระดับดังกล่าวใช้บอกปริมาณไขมันโดยประมาณจากลักษณะภาพ แต่มีข้อจำกัดในการบอกว่ามีการอักเสบหรือพังผืดมากเพียงใด
ไขมันพอกตับระดับ 3 เท่ากับตับแข็งหรือไม่?
“ไม่เท่ากัน” ไขมันพอกตับระดับ 3 หมายถึงตรวจพบไขมันสะสมในตับในระดับมากจากภาพอัลตราซาวนด์ ส่วนตับแข็งหมายถึงการมีพังผืดระยะ F4 และโครงสร้างตับเสียหายอย่างรุนแรง
ค่า AST และ ALT บอกระยะไขมันพอกตับได้หรือไม่?
ค่า AST และ ALT ช่วยสะท้อนว่ามีความเสียหายของเซลล์ตับหรือไม่ แต่ไม่สามารถใช้บอกปริมาณไขมันหรือระยะพังผืดได้อย่างแม่นยำด้วยตัวเอง ผู้ป่วยบางรายอาจมีค่าเอนไซม์ตับสูงจากสาเหตุอื่น ขณะที่ผู้มีไขมันพอกตับหรือพังผืดอาจมีค่าตับอยู่ในเกณฑ์ปกติได้ ดังนั้น แพทย์จึงต้องพิจารณาผลเลือดร่วมกับอายุ โรคร่วม จำนวนเกล็ดเลือด อัลตราซาวนด์ และการตรวจความแข็งของตับ
ระยะใดของไขมันพอกตับที่ยังมีโอกาสฟื้นตัว?
ไขมันสะสมและการอักเสบในระยะแรกมีโอกาสลดลงได้อย่างมากเมื่อควบคุมปัจจัยต้นเหตุอย่างจริงจัง ส่วนพังผืดในบางระยะอาจดีขึ้นได้หากสามารถลดการอักเสบและควบคุมโรคร่วมได้ แต่เมื่อโรคลุกลามเป็นตับแข็ง โครงสร้างของตับได้รับความเสียหายมากแล้ว การดูแลจะมุ่งชะลอโรค ป้องกันภาวะแทรกซ้อน และรักษาการทำงานของตับให้นานที่สุด
แนวทางดูแลตามระยะของโรค
- ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม
- ลดเครื่องดื่มหวานและอาหารที่มีน้ำตาลเติมเพิ่ม
- ลดอาหารแปรรูปและอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
- ควบคุมเบาหวาน ไขมันในเลือด และความดันโลหิต
- หลีกเลี่ยงหรืองดแอลกอฮอล์ตามคำแนะนำของแพทย์
- ไม่ใช้ยา สมุนไพร หรืออาหารเสริมที่ไม่ทราบส่วนประกอบ
- ติดตามผลเลือดและประเมินพังผืดตามนัด
สรุป
ไขมันพอกตับสามารถอธิบายตามการดำเนินของโรคเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ไขมันสะสม ตับอักเสบ พังผืด และตับแข็ง ส่วนระดับ 1–3 ที่พบในรายงานอัลตราซาวนด์เป็นการประเมินปริมาณไขมัน ไม่ใช่ระยะพังผืด F1–F3 ดังนั้น การทราบเพียงว่าเป็นไขมันพอกตับระดับใดยังไม่เพียงพอที่จะบอกว่าโรครุนแรงหรือไม่ ผู้ป่วยควรได้รับการประเมินความเสี่ยงของตับอักเสบและพังผืดร่วมด้วย โดยเฉพาะผู้ที่มีเบาหวาน โรคอ้วน ไขมันในเลือดสูง หรือผลตรวจตับผิดปกติ
บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)









