แผลเรื้อรังอาจเป็นอันตรายได้ โดยเฉพาะเมื่อแผลไม่สมานเป็นเวลานาน มีการติดเชื้อ หรือเลือดไหลเวียนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อไม่เพียงพอ เพราะอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อลุกลาม เนื้อเยื่อตาย และการติดเชื้อในกระดูก ในรายที่รุนแรงอาจเสี่ยงต่อการสูญเสียอวัยวะบางส่วนหรือเกิดการติดเชื้อรุนแรงทั่วร่างกาย อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่แผลเรื้อรังทุกแผลจะเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง หากได้รับการประเมินสาเหตุและรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก
ทำไมแผลเรื้อรังจึงอาจเป็นอันตราย?
แผลเรื้อรังคือบาดแผลที่ไม่สามารถสมานได้ตามระยะเวลาที่ควรจะเป็น โดยมักมีปัจจัยบางอย่างรบกวนกระบวนการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ เช่น การไหลเวียนเลือดผิดปกติ แรงกดทับ การติดเชื้อ หรือโรคประจำตัว เมื่อแผลยังเปิดอยู่เป็นเวลานาน ผิวหนังซึ่งทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันร่างกายจะไม่สามารถปกป้องเนื้อเยื่อบริเวณนั้นได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้มีโอกาสเกิดการบาดเจ็บซ้ำและการติดเชื้อได้ นอกจากนี้ หากเลือดไปเลี้ยงบริเวณแผลไม่เพียงพอ เซลล์อาจได้รับออกซิเจนและสารอาหารลดลง ส่งผลให้เนื้อเยื่อซ่อมแซมตัวเองได้ยากขึ้น
ภาวะแทรกซ้อนของแผลเรื้อรังที่ควรรู้
1. การติดเชื้อบริเวณบาดแผล
แผลเรื้อรังอาจมีเชื้อจุลชีพอยู่บนผิวแผลได้โดยไม่จำเป็นต้องเกิดการติดเชื้อเสมอไป แต่หากเชื้อเพิ่มจำนวนและบุกรุกเนื้อเยื่อจนเกิดการอักเสบ อาจทำให้แผลมีอาการผิดปกติ สัญญาณที่ควรระวัง ได้แก่
- แผลบวม แดง หรือร้อนมากขึ้น
- มีหนองหรือกลิ่นผิดปกติ
- ปวดแผลเพิ่มขึ้น
- แผลขยายใหญ่หรือมีเนื้อเยื่อเสียหายมากขึ้น
- มีไข้หรืออาการป่วยร่วมด้วย
การติดเชื้ออาจทำให้กระบวนการสมานแผลหยุดชะงัก และหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม เชื้ออาจลุกลามไปยังเนื้อเยื่อข้างเคียงได้
2. เนื้อเยื่อตาย
เนื้อเยื่อตาย (Necrosis) คือภาวะที่เซลล์หรือเนื้อเยื่อบริเวณหนึ่งเสียหายจนไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อได้ อาจเกิดจากเลือดไปเลี้ยงไม่เพียงพอ การติดเชื้อรุนแรง หรือการบาดเจ็บต่อเนื่อง ลักษณะที่อาจพบ เช่น
- เนื้อเยื่อบริเวณแผลเปลี่ยนเป็นสีดำหรือคล้ำ
- ผิวหนังบางส่วนแห้งแข็งผิดปกติ
- มีเนื้อเยื่อสีเหลืองหรือเทาที่ไม่แข็งแรงปกคลุมแผล
- แผลลึกขึ้นหรือขยายใหญ่ขึ้น
หากสงสัยว่ามีเนื้อเยื่อตาย ไม่ควรตัดหรือแกะเนื้อเยื่อออกเอง เพราะต้องประเมินสภาพแผลและการไหลเวียนเลือดก่อนเลือกวิธีรักษา
3. การติดเชื้อลุกลามถึงกระดูก
หากแผลเรื้อรังมีความลึกมาก โดยเฉพาะแผลบริเวณเท้าของผู้ป่วยเบาหวานหรือแผลกดทับบางตำแหน่ง การติดเชื้ออาจลุกลามไปถึงกระดูกได้ ภาวะนี้เรียกว่า กระดูกอักเสบติดเชื้อ (Osteomyelitis) ซึ่งอาจต้องได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะเป็นระยะเวลานาน และบางรายจำเป็นต้องผ่าตัดตามความรุนแรง ลักษณะที่ทำให้สงสัย ได้แก่
- แผลลึกมากหรือมองเห็นกระดูก
- แผลไม่สมานเป็นเวลานาน
- มีการติดเชื้อเกิดซ้ำ
- มีหนองหรือเนื้อเยื่อเสียหายลึก
อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้ไม่สามารถยืนยันการติดเชื้อในกระดูกได้ด้วยตนเอง จำเป็นต้องอาศัยการตรวจทางการแพทย์เพิ่มเติม
4. การสูญเสียเนื้อเยื่อหรืออวัยวะบางส่วน
ในผู้ที่มีแผลเรื้อรังร่วมกับโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายหรือการติดเชื้อรุนแรง เนื้อเยื่ออาจเสียหายมากจนไม่สามารถฟื้นตัวได้ หากไม่สามารถควบคุมการติดเชื้อหรือฟื้นฟูเลือดที่ไปเลี้ยงเนื้อเยื่อได้ อาจจำเป็นต้องผ่าตัดนำเนื้อเยื่อที่เสียหายออก และในบางกรณีอาจต้องตัดนิ้วเท้าหรือขาบางส่วนเพื่อควบคุมภาวะรุนแรง ภาวะแทรกซ้อนนี้พบเป็นความเสี่ยงสำคัญในผู้ป่วยแผลเบาหวานที่เท้า โดยเฉพาะเมื่อมีปัญหาหลอดเลือดและการติดเชื้อร่วมกัน การมีแผลเบาหวานไม่ได้หมายความว่าจะต้องถูกตัดขาเสมอไป การตรวจพบและรักษาปัญหาตั้งแต่ระยะแรกช่วยเพิ่มโอกาสรักษาเนื้อเยื่อและอวัยวะไว้ได้
5. การติดเชื้อรุนแรงทั่วร่างกาย
หากการติดเชื้อจากบาดแผลลุกลามและกระตุ้นให้ร่างกายตอบสนองต่อการติดเชื้ออย่างผิดปกติ อาจเกิดภาวะติดเชื้อรุนแรงที่ทำให้อวัยวะทำงานผิดปกติ หรือ Sepsis อาการที่อาจพบ ได้แก่
- มีไข้หรืออุณหภูมิร่างกายต่ำผิดปกติ
- หายใจเร็วหรือหายใจลำบาก
- หัวใจเต้นเร็ว
- สับสนหรือซึมลง
- หน้ามืด อ่อนแรงมาก หรือความดันโลหิตต่ำ
ภาวะนี้เป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว เพราะอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
สัญญาณเตือนแผลเรื้อรัง แบบไหนควรรีบไปโรงพยาบาล?
การสังเกตความผิดปกติของแผลช่วยให้ได้รับการรักษาก่อนเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
| อาการที่ควรได้รับการประเมินโดยเร็ว | อาการที่ควรเข้ารับการรักษาฉุกเฉิน |
|---|---|
| – แผลมีขนาดใหญ่ขึ้นหรือลึกขึ้น – มีหนองหรือกลิ่นผิดปกติ – ผิวหนังรอบแผลบวมแดงหรือปวดมากขึ้น – มีเนื้อเยื่อสีดำหรือสงสัยเนื้อตาย – แผลไม่แสดงแนวโน้มดีขึ้นแม้ได้รับการดูแล – มีแผลบริเวณเท้าในผู้ป่วยเบาหวาน | – รอยแดงลุกลามอย่างรวดเร็วร่วมกับอาการป่วยรุนแรง – มีไข้สูง หนาวสั่น หรือซึมลง – ปวดรุนแรงผิดปกติ หรือผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำอย่างรวดเร็ว – เท้าเย็น ซีด หรือคล้ำเฉียบพลันร่วมกับอาการชา – หายใจลำบาก สับสน หรือหน้ามืดมาก |
ไม่ควรรอจนแผลมีขนาดใหญ่หรือปวดมากก่อนเข้ารับการรักษา โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวานที่มีเส้นประสาทเสื่อม เพราะอาจไม่รู้สึกเจ็บแม้แผลมีความรุนแรงแล้ว
ป้องกันภาวะแทรกซ้อนของแผลเรื้อรังได้อย่างไร?
การลดความเสี่ยงต้องเริ่มจากการค้นหาสาเหตุที่ทำให้แผลไม่สมาน และรักษาอย่างเหมาะสม ไม่ใช่เพียงทำความสะอาดแผลหรือเปลี่ยนยาทาเท่านั้น แนวทางสำคัญ ได้แก่
- ประเมินสาเหตุของแผล เช่น เบาหวาน หลอดเลือดผิดปกติ หรือแรงกดทับ
- ดูแลแผลอย่างถูกวิธี ทำความสะอาดและเลือกวัสดุปิดแผลให้เหมาะสม
- ลดแรงกดและการเสียดสี โดยเฉพาะแผลที่เท้าและแผลกดทับ
- รักษาการติดเชื้ออย่างเหมาะสม ไม่ซื้อยาปฏิชีวนะใช้เอง
- ควบคุมโรคประจำตัว ติดตามระดับน้ำตาลและปัญหาหลอดเลือดตามแผนการรักษา
- ดูแลโภชนาการ รับประทานอาหารให้ได้รับพลังงานและโปรตีนเพียงพอ
- ติดตามการสมานแผล สังเกตขนาด ความลึก และการเปลี่ยนแปลงของแผล
บทบาทของยาสมุนไพรจีนในการดูแลแผลเรื้อรัง
การดูแลแผลเรื้อรังในทางการแพทย์จีน ต้องพิจารณาลักษณะของแผลร่วมกับแบบแผนของผู้ป่วย เช่น อาการบวม แดง ร้อน ปวด มีของเหลวจากแผล หรือแผลที่ฟื้นตัวช้า ซึ่งมักสัมพันธ์กับความร้อนและพิษ ความชื้น และภาวะเลือดคั่ง หลักการรักษาจึงต้องระบายความร้อน ขจัดพิษ ลดบวมและปวด กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด และส่งเสริมการฟื้นตัวของเนื้อเยื่อบริเวณบาดแผล ด้วยตำรับยาสมุนไพรจีนที่ประกอบด้วยสมุนไพรหลายชนิด เช่น Diyu, Dihuang, Danggui, Huanglian, Zicao ฯลฯ อย่างไรก็ตาม ในผู้ที่มีแผลกดทับ การใช้ยาภายนอกเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการดูแล สิ่งสำคัญที่สุดยังคงเป็นการลดแรงกดที่ทำให้เกิดแผล รวมถึงประเมินระยะของแผล เนื้อตาย การติดเชื้อ โภชนาการ และปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วย ตามหลักการดูแลแผลกดทับในปัจจุบัน
สรุป
แผลเรื้อรังอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตั้งแต่การติดเชื้อ เนื้อเยื่อตาย ไปจนถึงการติดเชื้อในกระดูกและการสูญเสียอวัยวะบางส่วน โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคเบาหวาน โรคหลอดเลือด หรือมีภาวะที่ทำให้แผลสมานได้ยาก อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่แผลเรื้อรังทุกแผลจะเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง สิ่งสำคัญคือการประเมินสาเหตุ ดูแลแผลอย่างเหมาะสม และติดตามการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง หากแผลขยายใหญ่ มีหนอง เนื้อเยื่อเปลี่ยนสี หรือมีอาการป่วยร่วมด้วย ควรได้รับการตรวจโดยเร็ว เพื่อป้องกันการลุกลามและลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว
คำถามที่พบบ่อย
Q: แผลเรื้อรังทำให้ติดเชื้อในกระแสเลือดได้ไหม?
A: เป็นไปได้หากเกิดการติดเชื้อรุนแรงและลุกลาม แต่ไม่ใช่แผลเรื้อรังทุกแผลจะเกิดภาวะนี้ หากมีไข้ร่วมกับอาการซึม สับสน หายใจเร็ว หรืออ่อนแรงมาก ควรได้รับการรักษาฉุกเฉิน
Q: แผลเรื้อรังจำเป็นต้องตัดขาหรือไม่?
A: แผลเรื้อรังจำนวนมากสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องตัดอวัยวะ แต่หากมีการติดเชื้อรุนแรง เนื้อเยื่อตาย หรือเลือดไปเลี้ยงไม่เพียงพออย่างมาก อาจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น จึงควรได้รับการประเมินตั้งแต่ระยะแรก
Q: แผลเรื้อรังไม่เจ็บ แสดงว่าไม่อันตรายใช่ไหม?
A: ผู้ป่วยบางรายมีเส้นประสาทเสื่อมจนรับความรู้สึกเจ็บลดลง โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวาน จึงอาจมีแผลรุนแรงโดยไม่รู้สึกปวดมาก
บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)









