หน้าแรก  »  บทความสุขภาพ  »  วิธีลดไขมันพอกตับอย่างถูกต้อง ต้องปรับอะไรบ้างให้ไขมันในตับลดลง

วิธีลดไขมันพอกตับอย่างถูกต้อง ต้องปรับอะไรบ้างให้ไขมันในตับลดลง

วิธีลดไขมันพอกตับ 10 ข้อ ช่วยลดไขมันในตับอย่างถูกต้องและปลอดภัย

ไขมันพอกตับในระยะเริ่มต้นมีโอกาสดีขึ้นได้ หากสามารถลดปัจจัยที่ทำให้ไขมันสะสมในตับ โดยเฉพาะน้ำหนักเกิน ภาวะดื้ออินซูลิน เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง การรับประทานพลังงานเกิน และการมีกิจกรรมทางกายน้อย แนวทางสากลให้ความสำคัญกับการลดน้ำหนัก ปรับรูปแบบอาหาร ออกกำลังกาย ลดการดื่มแอลกอฮอล์ และควบคุมโรคทางเมตาบอลิกควบคู่กันไป

1. ประเมินก่อนว่ามีเพียงไขมันหรือมีพังผืดแล้ว

ก่อนเริ่มดูแล ควรทราบว่าตับมีเพียงไขมันสะสม หรือมีการอักเสบและพังผืดร่วมด้วย เพราะระดับความรุนแรงมีผลต่อการวางแผนติดตาม แพทย์อาจประเมินจาก

  • ค่า AST และ ALT
  • จำนวนเกล็ดเลือด
  • คะแนน FIB-4
  • อัลตราซาวนด์ตับ
  • FibroScan หรือการตรวจความแข็งของตับ
  • โรคร่วม เช่น เบาหวาน โรคอ้วน และไขมันในเลือดสูง

ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อพังผืดควรได้รับการติดตามใกล้ชิดกว่าผู้ที่มีเพียงไขมันสะสมในตับ

2. ลดน้ำหนักอย่างค่อยเป็นค่อยไป

สำหรับผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน การลดน้ำหนักเป็นหนึ่งในวิธีลดไขมันพอกตับที่สำคัญที่สุด การลดน้ำหนักประมาณ 3–5% ของน้ำหนักตั้งต้น อาจช่วยลดไขมันสะสมในตับ ส่วนการลดประมาณ 7–10% อาจช่วยลดการอักเสบและพังผืดได้มากขึ้นในผู้ป่วยบางราย

3. ลดพลังงานส่วนเกินโดยไม่อดอาหาร

การลดไขมันในตับต้องทำให้ร่างกายได้รับพลังงานเหมาะสมกับที่ใช้ แต่ไม่จำเป็นต้องอดอาหาร งดข้าว หรือรับประทานอาหารเพียงไม่กี่ชนิด 

  • ลดขนาดอาหารลงเล็กน้อย
  • ไม่เติมข้าวหรือเส้นหลายรอบ
  • ลดขนมระหว่างมื้อ
  • เลือกน้ำเปล่าแทนเครื่องดื่มที่มีพลังงาน
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมื้อใหญ่ก่อนนอน
  • เพิ่มผักและโปรตีนไขมันต่ำเพื่อช่วยให้อิ่ม

การควบคุมปริมาณอย่างสม่ำเสมอมักได้ผลดีกว่าการควบคุมอย่างเข้มงวดเพียงช่วงสั้น ๆ แล้วกลับไปรับประทานเหมือนเดิม

4. ลดน้ำตาลและเครื่องดื่มหวานก่อน

เครื่องดื่มหวานเป็นแหล่งพลังงานที่ร่างกายได้รับอย่างรวดเร็ว แต่ทำให้อิ่มน้อย น้ำตาลส่วนเกินสามารถถูกตับเปลี่ยนเป็นไตรกลีเซอไรด์และสะสมอยู่ภายในเซลล์ตับได้ ควรลดหรือหลีกเลี่ยง

  • น้ำอัดลม
  • ชานมและชาเย็น
  • กาแฟเติมน้ำตาลหรือนมข้น
  • น้ำผลไม้
  • เครื่องดื่มชูกำลัง
  • เครื่องดื่มที่มีน้ำเชื่อมและฟรุกโตสสูง

5. จัดจานอาหารให้เหมาะสม

ไม่จำเป็นต้องชั่งอาหารทุกมื้อ สามารถใช้หลักจัดจานอย่างง่าย ได้แก่

  • ครึ่งจาน: ผักหลากหลายชนิด
  • หนึ่งในสี่จาน: ข้าวหรือธัญพืชในปริมาณเหมาะสม
  • หนึ่งในสี่จาน: ปลา ไก่ไม่ติดหนัง เต้าหู้ ถั่ว หรือเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน

6. ออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์

การออกกำลังกายช่วยลดไขมันในตับ เพิ่มความไวต่ออินซูลิน และลดไขมันในช่องท้องได้ แม้น้ำหนักตัวอาจยังไม่ลดลงชัดเจน เป้าหมายเบื้องต้น ได้แก่

  • ออกกำลังกายระดับปานกลางรวมประมาณ 150 นาทีต่อสัปดาห์
  • กระจายอย่างน้อย 3–5 วันต่อสัปดาห์
  • ฝึกกล้ามเนื้อประมาณ 2 วันต่อสัปดาห์
  • ลดเวลานั่งต่อเนื่องเป็นเวลานาน

7. รักษามวลกล้ามเนื้อ

กล้ามเนื้อมีบทบาทในการนำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงาน หากมวลกล้ามเนื้อน้อยลง ร่างกายอาจควบคุมน้ำตาลและภาวะดื้ออินซูลินได้ยากขึ้น ควรทำทั้งสองด้านร่วมกัน ได้แก่ 

  • รับประทานโปรตีนในปริมาณเหมาะสม
  • ฝึกแรงต้าน เช่น ยกน้ำหนักเบา ยางยืด หรือท่าบริหารด้วยน้ำหนักตัว

8. ควบคุมเบาหวาน ไขมันในเลือด และความดัน

ไขมันพอกตับมักเกิดร่วมกับความผิดปกติทางเมตาบอลิก การดูแลตับจึงต้องควบคุมโรคร่วมด้วย ได้แก่

  • ระดับน้ำตาลและ HbA1c
  • ไตรกลีเซอไรด์และคอเลสเตอรอล
  • ความดันโลหิต
  • น้ำหนักและรอบเอว
  • ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

9. ลดหรือหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์

แอลกอฮอล์อาจเพิ่มการอักเสบและความเสียหายของตับ โดยเฉพาะเมื่อมีโรคอ้วน เบาหวาน หรือพังผืดร่วมด้วย แนวทาง MASLD จึงไม่สนับสนุนการดื่มแอลกอฮอล์เพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพ และแนะนำให้ประเมินปริมาณและรูปแบบการดื่มในผู้ป่วยทุกราย 

10. ติดตามผล ไม่ดูเฉพาะค่าเอนไซม์ตับ

ค่า AST และ ALT ที่ลดลงอาจเป็นสัญญาณที่ดี แต่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าไขมันหรือพังผืดในตับหายไปแล้ว การติดตามอาจประกอบด้วย

  • น้ำหนักและรอบเอว
  • ระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด
  • ค่า AST และ ALT
  • จำนวนเกล็ดเลือด
  • คะแนน FIB-4
  • อัลตราซาวนด์หรือ FibroScan ตามข้อบ่งชี้

สรุป

วิธีลดไขมันพอกตับที่ได้ผลต้องทำหลายด้านร่วมกัน ได้แก่ ลดน้ำหนักอย่างค่อยเป็นค่อยไป ควบคุมปริมาณอาหาร ลดน้ำตาลและเครื่องดื่มหวาน ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รักษามวลกล้ามเนื้อ และควบคุมเบาหวาน ไขมันในเลือด และความดันโลหิต ควรลดหรือหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์และติดตามผลตามคำแนะนำของแพทย์ ไม่ควรดูเฉพาะอาการหรือค่าเอนไซม์ตับเพียงอย่างเดียว เพราะการประเมินพังผืดเป็นส่วนสำคัญของการดูแลตับในระยะยาว

คำถามที่พบบ่อย

ควรคิดเป็นสัดส่วนของน้ำหนักตั้งต้น การลดประมาณ 3–5% อาจช่วยลดไขมันในตับ ส่วนการลด 7–10% อาจช่วยลดการอักเสบและพังผืดได้มากขึ้นในผู้ป่วยบางราย
ทั้งการออกกำลังกายแบบแอโรบิกและการฝึกแรงต้านมีประโยชน์ ควรเลือกแบบที่เหมาะกับสุขภาพและสามารถทำได้ต่อเนื่องมากกว่าการเน้นรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเพียงอย่างเดียว
ไม่จำเป็น ควรควบคุมปริมาณ เลือกธัญพืชไม่ขัดสี และลดน้ำตาลกับเครื่องดื่มหวานมากกว่าการงดคาร์โบไฮเดรตทั้งหมด
ระยะเวลาแตกต่างกันในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตั้งต้น ปริมาณไขมัน ระยะพังผืด โรคร่วม และความต่อเนื่องในการปรับพฤติกรรม จึงควรติดตามผลเป็นระยะแทนการคาดหวังผลภายในเวลาอันสั้น

บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)

Carbova Capsules

Carbova Capsules

ตับ // หัวใจ // ประสาทและสมอง // การไหลเวียนเลือด

ปรึกษาแพทย์จีน
ปรึกษาแพทย์จีน
Scroll to Top