ไขมันพอกตับในระยะเริ่มต้นมีโอกาสดีขึ้นได้ หากสามารถลดปัจจัยที่ทำให้ไขมันสะสมในตับ โดยเฉพาะน้ำหนักเกิน ภาวะดื้ออินซูลิน เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง การรับประทานพลังงานเกิน และการมีกิจกรรมทางกายน้อย แนวทางสากลให้ความสำคัญกับการลดน้ำหนัก ปรับรูปแบบอาหาร ออกกำลังกาย ลดการดื่มแอลกอฮอล์ และควบคุมโรคทางเมตาบอลิกควบคู่กันไป
1. ประเมินก่อนว่ามีเพียงไขมันหรือมีพังผืดแล้ว
ก่อนเริ่มดูแล ควรทราบว่าตับมีเพียงไขมันสะสม หรือมีการอักเสบและพังผืดร่วมด้วย เพราะระดับความรุนแรงมีผลต่อการวางแผนติดตาม แพทย์อาจประเมินจาก
- ค่า AST และ ALT
- จำนวนเกล็ดเลือด
- คะแนน FIB-4
- อัลตราซาวนด์ตับ
- FibroScan หรือการตรวจความแข็งของตับ
- โรคร่วม เช่น เบาหวาน โรคอ้วน และไขมันในเลือดสูง
ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อพังผืดควรได้รับการติดตามใกล้ชิดกว่าผู้ที่มีเพียงไขมันสะสมในตับ
2. ลดน้ำหนักอย่างค่อยเป็นค่อยไป
สำหรับผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน การลดน้ำหนักเป็นหนึ่งในวิธีลดไขมันพอกตับที่สำคัญที่สุด การลดน้ำหนักประมาณ 3–5% ของน้ำหนักตั้งต้น อาจช่วยลดไขมันสะสมในตับ ส่วนการลดประมาณ 7–10% อาจช่วยลดการอักเสบและพังผืดได้มากขึ้นในผู้ป่วยบางราย
3. ลดพลังงานส่วนเกินโดยไม่อดอาหาร
การลดไขมันในตับต้องทำให้ร่างกายได้รับพลังงานเหมาะสมกับที่ใช้ แต่ไม่จำเป็นต้องอดอาหาร งดข้าว หรือรับประทานอาหารเพียงไม่กี่ชนิด
- ลดขนาดอาหารลงเล็กน้อย
- ไม่เติมข้าวหรือเส้นหลายรอบ
- ลดขนมระหว่างมื้อ
- เลือกน้ำเปล่าแทนเครื่องดื่มที่มีพลังงาน
- หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมื้อใหญ่ก่อนนอน
- เพิ่มผักและโปรตีนไขมันต่ำเพื่อช่วยให้อิ่ม
การควบคุมปริมาณอย่างสม่ำเสมอมักได้ผลดีกว่าการควบคุมอย่างเข้มงวดเพียงช่วงสั้น ๆ แล้วกลับไปรับประทานเหมือนเดิม
4. ลดน้ำตาลและเครื่องดื่มหวานก่อน
เครื่องดื่มหวานเป็นแหล่งพลังงานที่ร่างกายได้รับอย่างรวดเร็ว แต่ทำให้อิ่มน้อย น้ำตาลส่วนเกินสามารถถูกตับเปลี่ยนเป็นไตรกลีเซอไรด์และสะสมอยู่ภายในเซลล์ตับได้ ควรลดหรือหลีกเลี่ยง
- น้ำอัดลม
- ชานมและชาเย็น
- กาแฟเติมน้ำตาลหรือนมข้น
- น้ำผลไม้
- เครื่องดื่มชูกำลัง
- เครื่องดื่มที่มีน้ำเชื่อมและฟรุกโตสสูง
5. จัดจานอาหารให้เหมาะสม
ไม่จำเป็นต้องชั่งอาหารทุกมื้อ สามารถใช้หลักจัดจานอย่างง่าย ได้แก่
- ครึ่งจาน: ผักหลากหลายชนิด
- หนึ่งในสี่จาน: ข้าวหรือธัญพืชในปริมาณเหมาะสม
- หนึ่งในสี่จาน: ปลา ไก่ไม่ติดหนัง เต้าหู้ ถั่ว หรือเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน
6. ออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์
การออกกำลังกายช่วยลดไขมันในตับ เพิ่มความไวต่ออินซูลิน และลดไขมันในช่องท้องได้ แม้น้ำหนักตัวอาจยังไม่ลดลงชัดเจน เป้าหมายเบื้องต้น ได้แก่
- ออกกำลังกายระดับปานกลางรวมประมาณ 150 นาทีต่อสัปดาห์
- กระจายอย่างน้อย 3–5 วันต่อสัปดาห์
- ฝึกกล้ามเนื้อประมาณ 2 วันต่อสัปดาห์
- ลดเวลานั่งต่อเนื่องเป็นเวลานาน
7. รักษามวลกล้ามเนื้อ
กล้ามเนื้อมีบทบาทในการนำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงาน หากมวลกล้ามเนื้อน้อยลง ร่างกายอาจควบคุมน้ำตาลและภาวะดื้ออินซูลินได้ยากขึ้น ควรทำทั้งสองด้านร่วมกัน ได้แก่
- รับประทานโปรตีนในปริมาณเหมาะสม
- ฝึกแรงต้าน เช่น ยกน้ำหนักเบา ยางยืด หรือท่าบริหารด้วยน้ำหนักตัว
8. ควบคุมเบาหวาน ไขมันในเลือด และความดัน
ไขมันพอกตับมักเกิดร่วมกับความผิดปกติทางเมตาบอลิก การดูแลตับจึงต้องควบคุมโรคร่วมด้วย ได้แก่
- ระดับน้ำตาลและ HbA1c
- ไตรกลีเซอไรด์และคอเลสเตอรอล
- ความดันโลหิต
- น้ำหนักและรอบเอว
- ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
9. ลดหรือหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์
แอลกอฮอล์อาจเพิ่มการอักเสบและความเสียหายของตับ โดยเฉพาะเมื่อมีโรคอ้วน เบาหวาน หรือพังผืดร่วมด้วย แนวทาง MASLD จึงไม่สนับสนุนการดื่มแอลกอฮอล์เพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพ และแนะนำให้ประเมินปริมาณและรูปแบบการดื่มในผู้ป่วยทุกราย
10. ติดตามผล ไม่ดูเฉพาะค่าเอนไซม์ตับ
ค่า AST และ ALT ที่ลดลงอาจเป็นสัญญาณที่ดี แต่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าไขมันหรือพังผืดในตับหายไปแล้ว การติดตามอาจประกอบด้วย
- น้ำหนักและรอบเอว
- ระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด
- ค่า AST และ ALT
- จำนวนเกล็ดเลือด
- คะแนน FIB-4
- อัลตราซาวนด์หรือ FibroScan ตามข้อบ่งชี้
สรุป
วิธีลดไขมันพอกตับที่ได้ผลต้องทำหลายด้านร่วมกัน ได้แก่ ลดน้ำหนักอย่างค่อยเป็นค่อยไป ควบคุมปริมาณอาหาร ลดน้ำตาลและเครื่องดื่มหวาน ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รักษามวลกล้ามเนื้อ และควบคุมเบาหวาน ไขมันในเลือด และความดันโลหิต ควรลดหรือหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์และติดตามผลตามคำแนะนำของแพทย์ ไม่ควรดูเฉพาะอาการหรือค่าเอนไซม์ตับเพียงอย่างเดียว เพราะการประเมินพังผืดเป็นส่วนสำคัญของการดูแลตับในระยะยาว
คำถามที่พบบ่อย
บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)









