หน้าแรก  »  บทความสุขภาพ  »  ป้องกันแผลเรื้อรังอย่างไร? 8 วิธีลดความเสี่ยง

ป้องกันแผลเรื้อรังอย่างไร? 8 วิธีลดความเสี่ยง

ป้องกันแผลเรื้อรังอย่างไร? 8 วิธีลดความเสี่ยง

การป้องกันแผลเรื้อรังทำได้โดยดูแลผิวหนังไม่ให้เกิดการบาดเจ็บ ลดแรงกดทับ ควบคุมโรคประจำตัว และตรวจหาความผิดปกติของผิวหนังอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวาน ผู้สูงอายุ และผู้ที่เคลื่อนไหวได้น้อย ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเกิดแผลที่สมานได้ยาก การป้องกันตั้งแต่ระยะแรกจึงช่วยลดโอกาสเกิดบาดแผลที่ลุกลามหรือกลายเป็นแผลเรื้อรัง และลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว

ใครบ้างที่เสี่ยงเกิดแผลเรื้อรัง?

แผลเรื้อรังเป็นบาดแผลที่ไม่สามารถสมานได้ตามกระบวนการปกติ โดยอาจมีปัจจัยรบกวนการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ เช่น การไหลเวียนเลือดไม่ดี การกดทับซ้ำ หรือโรคประจำตัว กลุ่มที่ควรให้ความสำคัญกับการป้องกัน ได้แก่

  • ผู้ป่วยเบาหวาน โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการชาที่เท้าหรือมีปัญหาหลอดเลือด
  • ผู้สูงอายุ ผิวหนังอาจบางลงและบาดเจ็บได้ง่ายขึ้น
  • ผู้ป่วยติดเตียงหรือเคลื่อนไหวได้น้อย เสี่ยงต่อการเกิดแผลกดทับ
  • ผู้ที่มีโรคหลอดเลือด เลือดอาจไหลเวียนไปเลี้ยงผิวหนังไม่เพียงพอ
  • ผู้ที่มีภาวะโภชนาการไม่ดี อาจขาดพลังงานและสารอาหารที่จำเป็นต่อการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ

วิธีป้องกันแผลเรื้อรังที่ควรทำเป็นประจำ

1. ตรวจผิวหนังและเท้าทุกวัน

การสังเกตผิวหนังอย่างสม่ำเสมอช่วยให้พบความผิดปกติตั้งแต่ระยะแรก ก่อนที่บาดแผลจะขยายใหญ่ขึ้น บริเวณที่ควรตรวจเป็นพิเศษ ได้แก่

  • ฝ่าเท้า ส้นเท้า และซอกนิ้วเท้า
  • ข้อเท้าและหน้าแข้ง
  • สะโพก ก้นกบ และบริเวณที่รับแรงกด
  • ผิวหนังที่สัมผัสกับอุปกรณ์พยุงหรือรองเท้า

ควรสังเกตรอยแดง ตุ่มพอง ผิวหนังแตก แผลถลอก หรือบริเวณที่มีสีผิวเปลี่ยนไป สำหรับผู้ป่วยเบาหวานที่มีอาการชาที่เท้า ไม่ควรรอให้รู้สึกเจ็บก่อนตรวจแผล เพราะอาจมีบาดแผลเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว หากมองไม่เห็นฝ่าเท้า สามารถใช้กระจกหรือให้ผู้ดูแลช่วยตรวจได้

2. รักษาความสะอาดและความชุ่มชื้นของผิวหนัง

ผิวหนังที่แห้งมากอาจแตกและเกิดบาดแผลได้ง่าย โดยเฉพาะบริเวณส้นเท้าและขา ขณะที่ผิวหนังที่เปียกชื้นตลอดเวลาอาจเปื่อยและบาดเจ็บได้เช่นกัน แนวทางดูแล ได้แก่

  • ทำความสะอาดผิวหนังด้วยผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน
  • ซับผิวหนังให้แห้ง โดยเฉพาะบริเวณซอกพับ
  • ทามอยส์เจอไรเซอร์บริเวณผิวแห้งตามความเหมาะสม
  • หลีกเลี่ยงการเกาหรือขัดถูผิวหนังแรง ๆ
  • เปลี่ยนเสื้อผ้าหรืออุปกรณ์ซับความชื้นเมื่อเปียกชื้น

สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ควรหลีกเลี่ยงการทาครีมระหว่างซอกนิ้วเท้า เพราะความชื้นที่สะสมอาจทำให้ผิวหนังเปื่อยได้

3. ลดแรงกดทับและเปลี่ยนอิริยาบถอย่างเหมาะสม

แรงกดทับต่อเนื่องทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อลดลง โดยเฉพาะบริเวณปุ่มกระดูก เช่น ส้นเท้า สะโพก และก้นกบ ผู้ที่นอนหรือนั่งในท่าเดิมเป็นเวลานานจึงควรได้รับการช่วยเหลือให้เปลี่ยนอิริยาบถตามความเหมาะสม วิธีลดแรงกด ได้แก่

  • เปลี่ยนท่านอนหรือท่านั่งอย่างสม่ำเสมอ
  • ใช้เบาะหรือที่นอนช่วยกระจายแรงกดเมื่อมีข้อบ่งชี้
  • หลีกเลี่ยงการลากตัวผู้ป่วยบนเตียง เพราะอาจทำให้ผิวหนังเสียดสี
  • จัดท่าเพื่อลดแรงกดบริเวณส้นเท้าและปุ่มกระดูก

ความถี่ควรพิจารณาจากความสามารถในการเคลื่อนไหว สภาพผิวหนัง และระดับความเสี่ยงของผู้ป่วย

4. เลือกรองเท้าที่เหมาะสมและป้องกันการบาดเจ็บที่เท้า

การเสียดสีจากรองเท้าหรือแรงกดบริเวณฝ่าเท้าเป็นสาเหตุสำคัญของบาดแผลในผู้ป่วยเบาหวาน โดยเฉพาะผู้ที่มีเส้นประสาทเสื่อม ควรปฏิบัติดังนี้

  • เลือกรองเท้าขนาดพอดี ไม่บีบรัดนิ้วเท้า
  • ตรวจภายในรองเท้าก่อนสวมว่ามีเศษวัสดุหรือสิ่งแปลกปลอมหรือไม่
  • สวมถุงเท้าที่เหมาะสมและไม่รัดแน่นเกินไป
  • หลีกเลี่ยงการเดินเท้าเปล่า โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการชา
  • ไม่ตัดตาปลาหรือหนังหนาที่เท้าด้วยตนเอง

5. ควบคุมโรคประจำตัวอย่างต่อเนื่อง

โรคประจำตัวบางชนิดอาจส่งผลต่อการไหลเวียนเลือดและการสมานแผล โดยเฉพาะโรคเบาหวานและโรคหลอดเลือด สิ่งที่ควรให้ความสำคัญ ได้แก่

  • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดตามเป้าหมายที่เหมาะสม
  • ติดตามความดันโลหิตและไขมันในเลือด
  • รับประทานยาตามแผนการรักษา
  • ตรวจเท้าและประเมินภาวะแทรกซ้อนตามนัด
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่

6. รับประทานอาหารให้เพียงพอและครบหมู่

ร่างกายต้องใช้พลังงาน โปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุในการรักษาความแข็งแรงของผิวหนังและซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่บาดเจ็บ สารอาหารสำคัญ ได้แก่

  • โปรตีน ช่วยสร้างและซ่อมแซมเนื้อเยื่อ
  • วิตามินซี มีส่วนช่วยในการสร้างคอลลาเจน
  • วิตามินเอ สนับสนุนการทำงานของเซลล์ผิวหนัง
  • ธาตุเหล็ก ช่วยลำเลียงออกซิเจนไปยังเนื้อเยื่อ
  • สังกะสี เกี่ยวข้องกับการแบ่งตัวของเซลล์และการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ

ควรเลือกรับประทานอาหารให้หลากหลายและได้รับพลังงานเพียงพอ ไม่จำเป็นต้องรับประทานอาหารเสริมขนาดสูงหากไม่มีภาวะขาดสารอาหาร ผู้ที่มีโรคไตหรือมีข้อจำกัดด้านอาหารควรปรับโภชนาการตามคำแนะนำเฉพาะราย

7. เคลื่อนไหวร่างกายตามความสามารถ

การเคลื่อนไหวร่างกายอย่างเหมาะสมช่วยลดการอยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานาน และสนับสนุนสุขภาพโดยรวม สำหรับผู้สูงอายุหรือผู้ที่เคลื่อนไหวได้น้อย อาจเริ่มจากการขยับแขนขา เปลี่ยนอิริยาบถ หรือทำกิจกรรมที่เหมาะกับสภาพร่างกาย โดยมีผู้ดูแลช่วยเหลือเมื่อจำเป็น อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีแผลบริเวณฝ่าเท้า โดยเฉพาะแผลเบาหวาน ไม่ควรเพิ่มการเดินหรือออกกำลังกายที่ลงน้ำหนักบนแผลเอง เพราะอาจทำให้แผลบาดเจ็บซ้ำ

8. รีบดูแลบาดแผลเล็กน้อย ไม่ปล่อยให้ลุกลาม

แม้จะดูแลผิวหนังอย่างดี ก็ยังอาจเกิดแผลถลอก รอยแตก หรือตุ่มพองได้ สิ่งสำคัญคือไม่ปล่อยให้บาดแผลเล็กน้อยกลายเป็นปัญหาที่รุนแรงขึ้น เมื่อเกิดแผลควร

  • ล้างแผลด้วยน้ำสะอาดที่ปลอดภัยหรือน้ำเกลือตามความเหมาะสม
  • ปกป้องแผลด้วยวัสดุปิดแผลที่เหมาะสม
  • หลีกเลี่ยงการแกะสะเก็ดหรือทำให้แผลเสียดสีซ้ำ
  • สังเกตอาการบวม แดง ปวด หรือมีหนอง
  • เข้ารับการประเมินหากแผลไม่ดีขึ้นหรือมีอาการผิดปกติ

โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวานที่มีแผลบริเวณเท้า ควรได้รับการประเมินโดยเร็ว แม้แผลจะมีขนาดเล็กหรือไม่มีอาการเจ็บ

มีสัญญาณอะไรบ้างที่บอกว่าอาจเริ่มเกิดแผลเรื้อรัง?

แผลเรื้อรังไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่บางรายเริ่มจากบาดแผลเล็กน้อยที่ไม่สามารถสมานได้ตามปกติ ควรระวังเมื่อพบว่า

  • แผลไม่แสดงแนวโน้มดีขึ้น
  • แผลขยายใหญ่หรือลึกขึ้น
  • ผิวหนังรอบแผลเปลี่ยนสีหรือเริ่มเสียหาย
  • มีของเหลวซึมมากขึ้นหรือมีหนอง
  • แผลเกิดซ้ำในตำแหน่งเดิม
  • มีอาการชาหรือไม่รู้สึกเจ็บบริเวณที่เกิดแผล

หากพบความผิดปกติเหล่านี้ ควรได้รับการประเมินสาเหตุ ไม่ควรรอจนแผลมีขนาดใหญ่หรือเป็นมานานหลายสัปดาห์

สรุป

การป้องกันแผลเรื้อรังควรเริ่มจากการดูแลผิวหนัง ตรวจหาความผิดปกติ ลดแรงกดทับ เลือกรองเท้าที่เหมาะสม ควบคุมโรคประจำตัว และรับประทานอาหารให้เพียงพอ โดยปรับวิธีดูแลตามความเสี่ยงของแต่ละคน โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวาน ผู้สูงอายุ และผู้ที่เคลื่อนไหวได้น้อย สิ่งสำคัญคือไม่รอให้เกิดบาดแผลขนาดใหญ่ก่อนเริ่มดูแล หากพบรอยแดง ตุ่มพอง ผิวหนังแตก หรือแผลที่ไม่แสดงแนวโน้มสมาน ควรได้รับการประเมินตั้งแต่ระยะแรก เพื่อช่วยลดโอกาสเกิดแผลเรื้อรังและภาวะแทรกซ้อนที่อาจตามมา

คำถามที่พบบ่อย

Q: แผลเรื้อรังป้องกันได้ทุกกรณีหรือไม่?
A: ไม่สามารถป้องกันได้ทุกกรณี แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการดูแลผิวหนัง ควบคุมโรคประจำตัว ลดแรงกดทับ และตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่ระยะแรก

Q: ผู้ป่วยเบาหวานไม่มีแผล จำเป็นต้องตรวจเท้าทุกวันไหม?
A: ควรตรวจเท้าทุกวัน โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการชาหรือเคยมีแผลที่เท้า เพราะอาจเกิดตุ่มพอง รอยแตก หรือบาดแผลโดยไม่รู้สึกเจ็บ

Q: ผู้สูงอายุทุกคนเสี่ยงเกิดแผลกดทับหรือไม่?
A: ไม่ใช่ผู้สูงอายุทุกคนจะมีความเสี่ยงเท่ากัน ผู้ที่เคลื่อนไหวได้ตามปกติมักมีความเสี่ยงต่ำกว่าผู้ที่ต้องนอนหรือนั่งท่าเดิมเป็นเวลานาน ความเสี่ยงยังขึ้นอยู่กับภาวะโภชนาการและสุขภาพผิวหนังร่วมด้วย

Q: แผลเล็กน้อยสามารถกลายเป็นแผลเรื้อรังได้ไหม?
A: เป็นไปได้ โดยเฉพาะในผู้ที่มีเบาหวาน การไหลเวียนเลือดไม่ดี หรือมีแรงกดซ้ำบริเวณแผล จึงไม่ควรมองข้ามบาดแผลเล็กน้อยในกลุ่มเสี่ยง

บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)

Jingwanhong Ointment

Jingwanhong Ointment

ผิวหนังและความงาม

ปรึกษาแพทย์จีน
ปรึกษาแพทย์จีน
Scroll to Top