ไขมันพอกตับสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งตับชนิด Hepatocellular Carcinoma (HCC) ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่มีไขมันพอกตับทุกคนจะกลายเป็นมะเร็งตับ ความเสี่ยงแตกต่างกันมากตามความรุนแรงของโรค โดยเฉพาะระดับพังผืดและการมีตับแข็ง
ไขมันพอกตับเกี่ยวข้องกับมะเร็งตับอย่างไร?
ไขมันพอกตับที่สัมพันธ์กับความผิดปกติทางเมตาบอลิก ปัจจุบันเรียกว่า MASLD (Metabolic Dysfunction-Associated Steatotic Liver Disease) ในผู้ป่วยบางราย ไขมันไม่ได้เพียงสะสมอยู่ในเซลล์ตับ แต่เกิดการอักเสบและความเสียหายของเซลล์ร่วมด้วย เรียกว่า MASH (Metabolic Dysfunction-Associated Steatohepatitis) การอักเสบเรื้อรัง ความเครียดออกซิเดชัน ภาวะดื้ออินซูลิน และความผิดปกติของการเผาผลาญไขมัน ล้วนมีส่วนสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้เซลล์ตับเกิดความเสียหายและความผิดปกติสะสม จึงเป็นหนึ่งในกลไกที่เชื่อมโยง MASH กับการเกิดมะเร็งตับ

อ่านเพิ่มเติม: ไขมันพอกตับทำให้ตับอักเสบได้หรือไม่? เข้าใจความต่างระหว่าง MASLD และ MASH
เป็นไขมันพอกตับแล้วจะกลายเป็นมะเร็งทุกคนไหม?
“ไม่ทุกคน” ผู้ที่มีเพียงไขมันสะสมในตับและไม่มีพังผืดรุนแรง โดยทั่วไปมีความเสี่ยงต่อมะเร็งตับต่ำกว่าผู้ที่โรคดำเนินไปจนเป็นตับแข็งอย่างมาก ส่วนตับแข็งนั้นเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของมะเร็งตับชนิด Hepatocellular Carcinoma และเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้ป่วยตับแข็งจึงต้องได้รับการตรวจเฝ้าระวังมะเร็งตับอย่างสม่ำเสมอ
ไม่มีตับแข็ง เป็นมะเร็งตับได้หรือไม่?
“เป็นไปได้” นี่เป็นลักษณะที่พบได้ในมะเร็งตับที่สัมพันธ์กับ MASLD โดยงานวิจัยพบ มะเร็งตับชนิด Hepatocellular Carcinoma ในผู้ป่วย MASLD ที่ยังไม่มีตับแข็งด้วย ด้วยเหตุนี้ แนวทาง AASLD จึงยังไม่แนะนำให้ผู้ป่วย MASLD ที่ไม่มีตับแข็งทุกคนตรวจคัดกรองมะเร็งตับเป็นประจำ เพราะความเสี่ยงโดยรวมยังไม่สูงพอที่จะทำให้การตรวจทุกคนเกิดประโยชน์มากกว่าผลเสียและค่าใช้จ่าย
ใครบ้างที่มีความเสี่ยงมะเร็งตับสูงขึ้น?
ในผู้ที่มีไขมันพอกตับ ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะเมื่อมี
- ตับแข็ง
- พังผืดในตับระยะรุนแรง
- MASH ที่ดำเนินโรคต่อเนื่อง
- เบาหวานชนิดที่ 2
- โรคอ้วน
- อายุเพิ่มขึ้น
- ดื่มแอลกอฮอล์ร่วมด้วย
- สูบบุหรี่
- ปัจจัยทางพันธุกรรมบางชนิด
- โรคตับอื่นร่วมด้วย
งานวิจัยใน MASLD ยังพบความสัมพันธ์ระหว่างความเสี่ยงมะเร็งตับชนิด Hepatocellular Carcinoma กับอายุ เบาหวาน โรคอ้วน การสูบบุหรี่ และการดื่มแอลกอฮอล์ ขณะที่การมีพังผืดรุนแรงหรือตับแข็งยังคงเป็นข้อมูลสำคัญมากในการประเมินความเสี่ยง
ใครควรตรวจคัดกรองมะเร็งตับ?
สำหรับผู้ป่วยตับแข็ง แนวทาง AASLD แนะนำการเฝ้าระวังมะเร็งตับชนิด Hepatocellular Carcinoma โดยทั่วไปด้วย อัลตราซาวนด์ช่องท้องร่วมกับการตรวจ AFP ทุกประมาณ 6 เดือน ในผู้ป่วยที่เหมาะสม ส่วนผู้ที่เป็น MASLD แต่ยังไม่มีตับแข็ง ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องอัลตราซาวนด์หามะเร็งทุก 6 เดือน
ลดความเสี่ยงมะเร็งตับจากไขมันพอกตับได้อย่างไร?
สิ่งสำคัญคือ หยุดหรือชะลอการดำเนินของโรคก่อนเข้าสู่พังผืดรุนแรงและตับแข็ง
- ลดน้ำหนักอย่างเหมาะสมหากมีน้ำหนักเกิน
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- ควบคุมระดับน้ำตาลและเบาหวาน
- ควบคุมไขมันในเลือดและความดัน
- ลดอาหารแปรรูปและเครื่องดื่มหวาน
- หลีกเลี่ยงหรือลดแอลกอฮอล์ตามคำแนะนำของแพทย์
- งดสูบบุหรี่
- ประเมินพังผืดตามความเสี่ยง
- หากเป็นตับแข็ง ควรเข้ารับการตรวจเฝ้าระวัง HCC ตามกำหนด
เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงทำให้ค่า AST หรือ ALT ลดลง แต่ต้องลดปัจจัยที่ทำให้ตับอักเสบและพังผืดดำเนินต่อไปด้วย
สรุป
ไขมันพอกตับสามารถเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งตับได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยทุกคนจะเป็นมะเร็ง ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นชัดเจนเมื่อโรคดำเนินไปสู่พังผืดรุนแรงหรือตับแข็ง แม้มะเร็งตับชนิด Hepatocellular Carcinoma จาก MASLD สามารถเกิดขึ้นโดยไม่มีตับแข็งได้ แต่ยังไม่ใช่เหตุผลให้ผู้ป่วยไขมันพอกตับทุกคนต้องตรวจคัดกรองมะเร็งเป็นประจำ สิ่งสำคัญคือประเมินระดับพังผืด ควบคุมปัจจัยเมตาบอลิก และผู้ที่มีตับแข็งควรเข้ารับการเฝ้าระวังมะเร็งตับตามกำหนด
คำถามที่พบบ่อย
Q: ไขมันพอกตับเป็นมะเร็งได้ไหม?
A: ได้ แต่ไม่ได้เกิดกับทุกคน ความเสี่ยงจะสูงขึ้นโดยเฉพาะเมื่อมีพังผืดรุนแรงหรือตับแข็งร่วมด้วย
Q: ไม่มีตับแข็ง เป็นมะเร็งตับได้ไหม?
A: เป็นไปได้ โดยเฉพาะใน MASLD มีรายงาน HCC ที่เกิดโดยไม่มีตับแข็ง แต่ความเสี่ยงของผู้ป่วย MASLD ที่ไม่มีตับแข็งโดยรวมยังต่ำกว่าผู้ที่มีตับแข็งมาก
Q: ไขมันพอกตับระดับ 3 คือมะเร็งหรือไม่?
A: ไม่ใช่ ระดับไขมันบอกปริมาณไขมันสะสมโดยประมาณ ไม่ได้หมายถึงมะเร็ง และไม่เท่ากับระดับพังผืด F3
Q: เป็นไขมันพอกตับต้องตรวจมะเร็งทุก 6 เดือนไหม?
A: ไม่ใช่ทุกคน การตรวจเฝ้าระวังทุก 6 เดือนใช้เป็นหลักในผู้ที่มีตับแข็งและกลุ่มเสี่ยงบางประเภท ส่วน MASLD ที่ไม่มีตับแข็งต้องประเมินเป็นรายบุคคล
บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)









