แผลที่เกิดขึ้นตามร่างกายส่วนใหญ่จะค่อย ๆ ดีขึ้นตามกระบวนการซ่อมแซมตามธรรมชาติ แต่ถ้าแผลผ่านไปหลายสัปดาห์แล้วยังไม่ดีขึ้น แผลไม่เล็กลง หรือกลับมีอาการบวม แดง มีน้ำเหลือง หรือเป็น ๆ หาย ๆ อาจไม่ใช่เพียง “แผลหายช้า” ธรรมดา แต่อาจกำลังเข้าสู่ภาวะ แผลเรื้อรัง (Chronic Wound) ซึ่งควรค้นหาสาเหตุ เพราะบางครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่แผลเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกี่ยวข้องกับโรคเบาหวาน การไหลเวียนเลือด การกดทับ การติดเชื้อ หรือปัจจัยอื่นที่ขัดขวางการสมานแผล
แผลเรื้อรังคืออะไร?
แผลเรื้อรัง คือ แผลที่ไม่ดำเนินไปตามกระบวนการสมานแผลตามปกติ หรือไม่มีแนวโน้มดีขึ้นตามระยะเวลาที่ควรจะเป็น จึงอาจเปิดค้าง หายช้า หรือกลับมาเป็นซ้ำ หากได้รับการดูแลตามมาตรฐานแล้ว แผลยังไม่มีความคืบหน้าในการสมานภายในประมาณ 4 สัปดาห์ ควรได้รับการประเมินว่าอาจเป็นแผลเรื้อรัง
ปกติแผลของเราหายได้อย่างไร?
การสมานแผลไม่ใช่แค่การที่ผิวหนังปิด แต่เป็นกระบวนการซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่มีหลายขั้นตอนซ้อนทับกัน ตั้งแต่หยุดเลือด กำจัดสิ่งแปลกปลอมและเนื้อเยื่อเสีย สร้างเนื้อเยื่อใหม่ ไปจนถึงปรับโครงสร้างของแผลให้แข็งแรงขึ้น โดยทั่วไปแบ่งได้เป็น 4 ระยะสำคัญ
- ระยะห้ามเลือด (Hemostasis) หลอดเลือดหดตัวและเกิดลิ่มเลือดเพื่อช่วยหยุดเลือด
- ระยะอักเสบ (Inflammation) เซลล์ภูมิคุ้มกันเข้ามากำจัดเชื้อโรค เศษเซลล์ และเนื้อเยื่อที่เสียหาย
- ระยะสร้างเนื้อเยื่อใหม่ (Proliferation) ร่างกายสร้างหลอดเลือด เนื้อเยื่อ และผิวหนังใหม่เพื่อปิดบาดแผล
- ระยะปรับโครงสร้าง (Remodeling) คอลลาเจนและเนื้อเยื่อบริเวณแผลค่อย ๆ เรียงตัวและแข็งแรงขึ้น

แผลเรื้อรังเกิดจากอะไร?
การที่แผลไม่หายอาจเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน จึงไม่ควรดูเฉพาะผิวของแผลเท่านั้น สาเหตุสำคัญที่พบได้ ได้แก่
1. โรคเบาหวาน
ผู้ที่เป็นเบาหวาน โดยเฉพาะผู้ที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี อาจมีทั้งปัญหาเส้นประสาทส่วนปลายและการไหลเวียนเลือด ทำให้เกิดบาดแผลโดยไม่รู้ตัวและแผลหายได้ยากขึ้น แผลที่เท้าจึงเป็นปัญหาสำคัญในผู้ป่วยกลุ่มนี้
2. เลือดมาเลี้ยงบริเวณแผลไม่เพียงพอ
เนื้อเยื่อจำเป็นต้องได้รับออกซิเจนและสารอาหารเพื่อใช้ในการซ่อมแซม หากหลอดเลือดแดงตีบหรือมีปัญหาการไหลเวียนเลือด แผลโดยเฉพาะบริเวณขาและเท้าอาจหายช้าได้ ในทางกลับกัน ความผิดปกติของหลอดเลือดดำก็ทำให้เลือดคั่งบริเวณขา เกิดอาการบวมและความเสียหายของเนื้อเยื่อ จนนำไปสู่แผลเรื้อรังได้เช่นกัน
3. มีแรงกดทับบริเวณเดิมเป็นเวลานาน
ผู้ที่เคลื่อนไหวร่างกายได้น้อยหรือนอนอยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานาน อาจเกิดแรงกดต่อผิวหนังและเนื้อเยื่อจนเลือดมาเลี้ยงลดลง และเกิดแผลกดทับตามมา
4. การติดเชื้อ
เชื้อโรคในแผลสามารถทำให้การอักเสบดำเนินต่อเนื่องและรบกวนกระบวนการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ แผลจึงหายช้าลง โดยเฉพาะหากการติดเชื้อลุกลามเข้าเนื้อเยื่อชั้นลึก
5. ปัจจัยอื่นที่ทำให้แผลหายช้า
นอกจากโรคที่เป็นต้นเหตุแล้ว การสมานแผลยังได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัย เช่น การสูบบุหรี่ ภาวะโภชนาการไม่เพียงพอ อายุ ภาวะอ้วน ยาบางชนิด และภาวะที่ทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง ดังนั้น หากแผลไม่หาย การเปลี่ยนยาทาแผลเพียงอย่างเดียวอาจไม่แก้ปัญหา หากยังไม่ได้จัดการกับสาเหตุที่ทำให้แผลหายช้า
ลักษณะแบบไหนที่ควรระวังว่าแผลอาจมีปัญหา?
ไม่ควรประเมินแผลจากจำนวนวันที่เป็นเพียงอย่างเดียว ควรสังเกตด้วยว่าแผลมีแนวโน้มดีขึ้นหรือแย่ลง สัญญาณที่ควรให้ความสำคัญ เช่น
- แผลไม่เล็กลงหรือไม่เห็นแนวโน้มดีขึ้น
- แผลลึกหรือกว้างขึ้น
- รอบแผลบวม แดง หรือร้อนมากขึ้น
- ปวดแผลมากขึ้น
- มีหนองหรือน้ำจากแผลผิดปกติ
- มีกลิ่นผิดปกติจากแผล
- มีเนื้อเยื่อดำหรือเนื้อตาย
- มีไข้หรืออาการผิดปกติทั่วร่างกาย
- แผลเกิดบริเวณเท้าในผู้ที่เป็นเบาหวานหรือมีอาการชา
โดยเฉพาะแผลที่มีการติดเชื้อ เนื้อเยื่อตาย หรือการไหลเวียนเลือดผิดปกติ ไม่ควรรอดูอาการจนแผลลุกลาม เพราะแผลเรื้อรังบางชนิดอาจนำไปสู่การติดเชื้อในเนื้อเยื่อหรือกระดูก และในกรณีรุนแรงอาจเกิดการติดเชื้อทั่วร่างกายได้
วิธีดูแลแผลเรื้อรัง ต้องดูแลมากกว่าแค่ทำแผล
หัวใจสำคัญของการดูแลแผลเรื้อรังคือ หาสาเหตุที่ทำให้แผลไม่หายและแก้ไขสาเหตุนั้นควบคู่กับการดูแลบาดแผล แนวทางจึงอาจแตกต่างกันในแต่ละคน เช่น ควบคุมระดับน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวาน ลดแรงกดบริเวณแผลกดทับ ประเมินและรักษาปัญหาหลอดเลือด รวมถึงจัดการการติดเชื้อหากพบว่ามีการติดเชื้อ ส่วนการดูแลแผลโดยทั่วไปจะให้ความสำคัญกับ
- ทำความสะอาดแผลอย่างเหมาะสม
- กำจัดเนื้อเยื่อที่ตายเมื่อมีข้อบ่งชี้
- ป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ
- เลือกวัสดุปิดแผลให้เหมาะกับลักษณะของแผล
- รักษาสภาวะความชื้นที่เหมาะสมต่อการสมานแผล
- ลดแรงกดหรือการบาดเจ็บซ้ำ
- ดูแลโภชนาการให้เพียงพอ
- ควบคุมโรคประจำตัวที่รบกวนการสมานแผล
การดูแลแผลเรื้อรังในทางการแพทย์จีน
ในทัศนะการแพทย์จีน แผลบวมแดง ร้อน ปวด มีของเหลวออกจากแผล มีเนื้อเยื่อที่ฟื้นตัวช้า หรือแผลที่เป็นอยู่นาน สัมพันธ์กับความร้อนและพิษ ความชื้น และภาวะเลือดคั่ง หลักการรักษาจึงต้องระบายความร้อน ขจัดพิษ ลดความชื้น กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด และส่งเสริมการฟื้นตัวของเนื้อเยื่อ ด้วยตำรับยาสมุนไพรจีนที่ประกอบด้วยสมุนไพรหลายชนิด เช่น Diyu, Dihuang, Danggui, Huanglian, Zicao ฯลฯ ซึ่งมีสรรพคุณ
- ระบายความร้อนและขจัดพิษ
- ลดบวมและปวด
- กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด
- ส่งเสริมการฟื้นตัวของเนื้อเยื่อบริเวณบาดแผล
แผลเรื้อรังป้องกันได้หรือไม่?
แผลเรื้อรังบางชนิดสามารถลดความเสี่ยงได้ โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่าตนเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยง สิ่งสำคัญคืออย่ารอให้แผลใหญ่ก่อนจึงเริ่มดูแล ควรหมั่นตรวจผิวหนังและเท้า โดยเฉพาะผู้ที่เป็นเบาหวาน หลีกเลี่ยงการกดหรือเสียดสีบริเวณเดิมเป็นเวลานาน ดูแลแผลตั้งแต่ระยะแรก รับประทานอาหารให้เพียงพอต่อการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ และควบคุมโรคประจำตัวให้เหมาะสม หากแผลไม่ดีขึ้นตามที่ควร การหาสาเหตุเร็วอาจช่วยป้องกันไม่ให้แผลเล็กพัฒนาไปเป็นปัญหาที่ซับซ้อนขึ้น
สรุป
แผลเรื้อรังไม่ใช่เพียงแผลที่ใช้เวลาหายนาน แต่เป็นแผลที่กระบวนการสมานไม่ดำเนินไปตามปกติ สาเหตุอาจมาจากเบาหวาน การไหลเวียนเลือดผิดปกติ แรงกด การติดเชื้อ หรือปัจจัยด้านสุขภาพอื่น ๆ การดูแลจึงต้องทำมากกว่าการทำความสะอาดหรือทายาที่แผล โดยควรค้นหาและจัดการสาเหตุร่วมด้วย หากแผลไม่ดีขึ้น แผลใหญ่หรือลึกขึ้น มีหนอง บวมแดง เนื้อตาย หรือเกิดที่เท้าของผู้ป่วยเบาหวาน ควรได้รับการประเมินอย่างเหมาะสมตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงขึ้น
คำถามที่พบบ่อย
Q: แผลกี่วันถึงเรียกว่าแผลเรื้อรัง?
A: ไม่มีจำนวนวันที่ใช้ตัดสินแผลทุกชนิดแบบตายตัว แต่หากได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมแล้วแผลยังไม่มีแนวโน้มสมานภายในประมาณ 4 สัปดาห์ ควรได้รับการประเมินเพิ่มเติม ไม่ควรรอให้ครบระยะเวลานี้หากแผลมีอาการผิดปกติ
Q: แผลเรื้อรังเกิดเฉพาะในคนเป็นเบาหวานหรือไม่?
A: ไม่ใช่ เบาหวานเป็นเพียงหนึ่งในสาเหตุสำคัญ แผลเรื้อรังยังเกิดจากแผลกดทับ ความผิดปกติของหลอดเลือด การติดเชื้อ การบาดเจ็บ และปัจจัยอื่นที่รบกวนการสมานแผลได้
Q: แผลเรื้อรังทายาอย่างเดียวหายได้ไหม?
A: ขึ้นอยู่กับสาเหตุ หากมีโรคหรือปัจจัยที่ขัดขวางการสมานแผล เช่น เบาหวาน การไหลเวียนเลือดไม่ดี การติดเชื้อ หรือแรงกด การดูแลเฉพาะผิวแผลโดยไม่แก้สาเหตุอาจไม่เพียงพอ
บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)









